ปริทันตวิทยา

Print



      โรคปริทันต์ (Periodontal Disease) หมายถึง โรคที่เกิดกับเนื้อเยื่อหรืออวัยวะรอบ ๆ ตัวฟัน ได้แก่ เหงือก เนื้อเยื่อปริทันต์ และกระดูกหุ้มรากฟัน ในระยะแรกที่เป็นโรคนี้จะไม่มีอาการใดๆ
ต่อมาจะมีการทำลายอวัยวะเหล่านี้ ทำให้กระดูกหุ้มรากฟันละลายและเหงือกร่น อาจมีการปวดบวม ฟันโยกและหลุดในที่สุด ชาวบ้านมักเรียกว่า โรครำมะนาด
สาเหตุของโรคปริทันต์


สาเหตุโดยตรง คือ สารพิษที่เป็นของเสียจากเชื้อจุลินทรีย์ในแผ่นคราบจุลินทรีย์ถูกขับออกมาตามขอบเหงือก ทำให้เหงือกอักเสบ บวมแดง และเนื้อเยื่อปริทันต์ฉีกขาด
กระดูกหุ้มรากฟันละลายตัว ขบวนการนี้จะเป็นไปอย่างช้า ๆ

ปัจจัยเสริมที่มีผลต่อการเกิดโรคปริทันต์ คือ หินน้ำลายหรือหินปูน ซึ่งเกิดจากการตกตะกอนของแคลเซี่ยมและฟอสฟอรัสในน้ำลายรวมกับแผ่นคราบจุลินทรีย์ แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนสภาพจากอ่อนนุ่มเป็นแข็งขึ้นตามระยะเวลาที่สะสม
ในที่สุดจับเป็นก้อนแข็ง เรียกว่าหินน้ำลาย ซึ่งไม่อาจขจัดออกได้ด้วยการแปรงฟัน และเป็นที่เกาะยึดของแผ่นคราบจุลินทรีย์ได้เป็นอย่างดี จึงทำให้การอักเสบของเหงือกรุนแรงขึ้นการทำลายมีมากขึ้น ในที่สุดอาจเป็นหนองหรือที่เรียกทั่วไปว่า
รำมะนาด ทำให้มีกลิ่นปาก ฟันโยก และหลุดไปในที่สุด

สาเหตุทางอ้อม ได้แก่

- การขาดสารอาหาร โดยเฉพาะการขาดวิตามินซี บี และ ดี
- ฟันซ้อนเก ฟันเรียงตัวไม่เป็นระเบียบ หรือมีลักษณะฟันที่ผิดปกติ ทำให้ทำความสะอาดยาก
- การใส่ฟันปลอมไม่ถูกลักษณะ อาจทำให้เกิดโรคเหงือกได้
- การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนของร่างกายเมื่อร่างกายมีเปลี่ยนแปลงจากบางสภาวะ เช่น หญิงมีครรภ์ การเข้าสู่วัยหนุ่มสาว
- ลักษณะของอาหารที่รับประทาน ถ้าอาหารละเอียดอ่อนนิ่มติดฟันง่าย หรือมีส่วนผสมของน้ำตาลมาก จะทำให้มีการสะสมของแผ่นคราบจุลินทรีย์มากขึ้น
- การเคี้ยวอาหารโดยใช้ฟันเพียงข้างเดียว ฟันข้างที่ไม่ได้ใช้จะไม่ได้รับการขัดสีจากอาหาร ทำให้แผ่นคราบจุลินทรีย์และหินน้ำลายสะสมมากขึ้น
- การหายใจทางปาก หรือริมฝีปากไม่สามารถปิดสนิท
- การระคายเคืองจากสารเคมี
 
 

ลักษณะอาการและการลุกลามของโรคปริทันต์

ลักษณะของเหงือกปกติ

        เหงือกปกติจะมีลักษณะแน่น ขอบบางแนบกับคอฟัน มีสีชมพูอ่อนหรือสีคล้ำตามสีผิว ปกคลุมถึงคอฟัน และมีร่องฟันตื้น ๆ โดยรอบลึกประมาณ 1-2 มิลลิเมตร

ลักษณะของเหงือกที่เป็นโรค
        เริ่มจากมีอาการอักเสบของขอบเหงือก เหงือกมีสีแดงจัด เป็นมันวาว ขอบเหงือกไม่แนบกับคอฟันบวมยื่นเลยคอฟัน มีเลือดออกง่าย
บางครั้งอาจมีหนองไหลเมื่อใช้มือกด มีร่องปริทันต์ลึก 3-4 มิลลิเมตร ถ้ามีการทำลายเนื้อเยื่อปริทันต์และกระดูกหุ้มรากฟันมากขึ้นร่องปริทันต์อาจจะลึกมากขึ้น

โรคปริทันต์แบ่งได้เป็น 4 ระยะ

ระยะที่ 1
       สารพิษของเชื้อจุลินทรีย์ทำให้เกิดการอักเสบของเหงือกและเนื้อเยื่อปริทันต์ เหงือกจะบวมแดง ขอบเหงือกบวมไม่แนบสนิทกับคอฟัน
อาจมีเลือดออกขณะแปรงฟันบริเวณที่เหงือกบวม

ระยะที่ 2 
       เมื่อเหงือกอักเสบอยู่นาน ลักษณะเหงือกที่บวมจะขยับ เผยอออก มีคราบจุลินทรีย์มาสะสมหนาขึ้น และเคลื่อนลงใต้เหงือก ทำความสะอาดได้ยาก เกิดหินน้ำล าย
ต่อมาเหงือกอักเสบและแยกตัวจากฟันมากขึ้น กระดูกหุ้มรากฟันจะถูกทำลายลงไปด้วย ลักษณะเหงือกจะมีสีแดงคล้ำ บวม มีเลือดไหลจากเหงือกที่บวม เริ่มมีหินน้ำลายเกาะ
บางส่วนหรือรอบ ๆ ตัวฟัน กระดูกถูกทำลายและเหงือกร่น มองเห็นตัวฟันยาวขึ้น มีกลิ่นปาก

ระยะที่ 3
       มีหินน้ำลายเกาะหนาและขยายไปปลายรากฟัน กระดูกหุ้มรากฟันถูกทำลาย เหงือกร่นมากขึ้น ฟันจะโยกร่วมกับมีอาการเจ็บขณะเคี้ยวอาหาร มีหนองและเลือด
ไหลบริเวณเหงือกที่อักเสบ กลิ่นปากรุนแรง

ระยะที่ 4 
       โรคลุกลามมากกว่าระยะที่ 3 อาจมีฝีที่เหงือก ทำให้เหงือกบวมและอาจทำให้ใบหน้าบวมด้วย จะปวดมากจนไม่สามารถเคี้ยวอาหารได้ ฟันโยกมากจนเกิดความรำคาญ และไม่สามารถรักษาฟันให้กลับคืนสภาพใช้งานได้อีกทำให้ต้องถอนออกหรือปล่อยให้หลุดไปเอง


ผลเสียของโรคปริทันต์

1. ติดเชื้อ เป็นหนอง เจ็บปวดทรมานและมีกลิ่นปาก

2. ฟันโยก เคี้ยวอาหารได้ไม่ละเอียด

3. สูญเสียฟันหลายซี่พร้อม ๆ กัน

4. เชื้อโรคแพร่กระจายสู่ส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย



การรักษา

1. การรักษาจะต้องมีการขูดหินปูน และเกลารากฟัน (root planing) ร่วมด้วย โดยจะขูดหินปูนทั้นบนตัวฟันและส่วนที่อยู่บนผิวรากฟันภายในร่องปริทันต์ ส่วนการเกลารากฟันคือการทำให้ผิวรากฟันเรียบเพื่อให้เนื้อเยื่อเหงือกสามารถกลับมายึดแน่นติดกับผิวฟันได้เหมือนเดิม ซึ่งขั้นตอนนี้จะต้องทำซ้ำหลายๆครั้ง

2. หลังจากรักษาเสร็จแล้วประมาณ 4-6 สัปดาห์ ทันตแพทย์จะเรียกกลับมาดูอาการอีกครั้งว่า หายดีหรือไม่ ถ้ายังมีร่องลึกปริทันต์เหลืออยู่หรือมีการละลายของกระดูกไปมาก อาจจำเป็นต้องใช้วิธีผ่าตัดเหงือก (ศัลย์ปริทันต์ : Periodontal Surgery) ร่วมด้วย

3. ท่านจะต้องทำความสะอาดฟันและซอกฟันอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอด้วยตนเอง อย่างน้อยจะต้องใช้แปรงและไหมขัดฟันทุกวัน เพื่อที่จะกำจัดคราบจุลินทรีย์ให้หมดทุกวัน

4. ไปพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน เพื่อตรวจดูว่ามีคราบจุลินทรีย์และหินปูนหลงเหลือจากการทำความสะอาดเองหรือไม่ เพื่อที่จะได้รับการรักษาในระยะแรก


หากในคนไข้ที่เป็นโรคเหงือกมาก ๆ ก็อาจจำเป็นต้องพบทันตแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำการเกลารากฟัน เพื่อขจัดคราบจุลินทรีย์ และหินปูนที่บริเวณตัวฟัน และผิวรากฟัน การขูดเหงือกเป็นการกำจัดเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อที่ช่องเหงือก การขูดหินปูน และการขูดเหงือกเป็นการใส่ใจดูแลสุขภาพช่องปากอย่างจริง ก็จะเพียงพอต่อการควบคุมโรค แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค
สำหรับคนไข้ที่เป็นโรคเหงือกมาก ๆ การขูดหินปูนและการขูดเหงือก อาจจะไม่ได้ผล ซึ่งในลักษณะนี้ส่วนใหญ่จะแนะนำให้ทำการผ่าตัด ซึ่งระหว่างการผ่าตัดนี้ แพทย์ผู้ทำการผ่าตัดจะทำการยกเหงือกเพื่อที่จะดูการลุกลามไปที่รากหรือกระดูก คราบจุลินทรีย์และหินปูนที่ได้ทำการขจัดออกจากบริเวณและจากกระดูกฟัน จากนั้นนำเหงือกกลับสู่ตำแหน่งที่เหมาะสมที่เหมาะแก่การทำความสะอาดหลังการรักษา
เมื่อมีการเปิดเหงือก และกระดูกมีการสูญเสียไป บางครั้งคนไข้ต้องรักษาโดยการปลูกกระดูก ซึ่งการปลูกกระดูกนี้เป็นการสร้างกระดูกจากไขกระดูกในปากของเราเอง หรือจากกระดูกเทียม ซึ่งในขั้นตอนนี้ จะทำการนัดคนไข้ ประมาณ 2-3 ครั้ง แต่ในบางกรรีก็สามารถเสร็จได้ภายในครั้งเดียว ในโรงพยาบาลหรือคลินิกที่มีอุปกรณ์ครบครัน
เมื่อพบว่าเหงือกมีเลือดออกและเจ็บเล็กน้อยเวลาแปรงฟัน อาจจะเป็นอาการเบื้องต้นของโรคเหงือกอักเสบ ซึ่งเกิดจากการมีเศษอาหารและเชื้อโรคสะสมอยู่บริเวณเหงือกและคอฟัน ทำให้เกิดอาการอักเสบ หากปล่อยทิ้งไว้จะเกิดหนองและลุกลามติดเชื้อสู่รากฟันได้ แนวทางป้องกันเสียแต่เนินๆ คือ การแปรงฟัน ให้สะอาดและใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดซอกฟันอย่างสม่ำเสมอ โรคปริทันต์สามารถกลับมาเป็นใหม่ได้ถ้าดูแลสุขภาพช่องปากไม่ดี ดังนั้นจึงต้องดูแลสุขภาพช่องปากให้ดีอย่างสม่ำเสมอด้วยการแปรงฟันและทำความสะอาดซอกฟันอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ
วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคเหงือก คือการใส่ใจดูแลรักษาตั้งแต่อยู่ที่บ้าน ซึ่งรวมถึงการแปรงฟัน การใช้ไหมขัดฟัน การบ้วนปาก และการนวดเหงือก สุดท้าย คือรักษาสุขภาพปากและฟันให้สะอาดปราศจากเชื้อแบคทีเรีย